RSS

ตลาดและแนวโน้มธุรกิจกาแฟ

ตลาดและแนวโน้มธุรกิจกาแฟ

ตลาดผลิตภัณฑ์กาแฟมีแนวโน้มเติบโตดีอย่างต่อเนื่องในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา จนปัจจุบันมีมูลค่าตลาดมากถึง 29,000 ล้านบาท จึงมีผู้ประกอบการหลายรายเข้ามาลงทุนในธุรกิจกาแฟ พร้อมกับทุ่มงบประมาณเพื่อช่วงชิงส่วน แบ่งตลาด ทั้งนี้เนื่องจากพฤติกรรมในการบริโภคของชาวไทยที่ได้หันมาบริโภค เครื่องดื่มกาแฟเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในกลุ่มผู้บริโภคสมัยใหม่ จึงทำ ให้ประเทศไทยได้รับความสนใจจากนัก ลงทุนชาวต่างชาติหลายรายในการเข้า มาประกอบธุรกิจร้านกาแฟในประเทศ รวมทั้งบริษัทผู้ผลิตภายในประเทศไทย เองที่มีกิจการเกี่ยวข้องกับกาแฟ ธุรกิจร้านอาหาร ตลอดจนผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดย่อม (SME) ซึ่งเข้ามาลงทุนในธุรกิจนี้เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การบริโภคกาแฟของคน ไทยในขณะนี้ ยังถือว่ามีปริมาณน้อย โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.5 กก./คน/ปี เท่านั้น เมื่อเทียบกับชาวต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ที่ดื่มกาแฟเฉลี่ยประมาณ 2.0 และ 4.5 กก./คน/ปี ตามลำดับ ดังนั้น โอกาสใน การขยายตัวเติบโตของธุรกิจกาแฟในประเทศไทยยังมีได้อีกมาก

> ลักษณะผลิตภัณฑ์ในประเทศ

ผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูปพร้อมดื่ม เป็นกาแฟพร้อมดื่มบรรจุกระป๋องหรือกล่อง UHT ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีช่องทาง การจำหน่ายกว้างกว่าผลิตภัณฑ์กาแฟประเภทอื่นๆ และยังทำให้ผู้บริโภคได้รับความสะดวกและประหยัดเวลา ในปัจจุบัน มีมูลค่าตลาดประมาณ 8,900 ล้านบาท โดยในปีนี้คาดว่าตลาดกาแฟสำเร็จรูปพร้อมดื่มจะมีอัตราการเติบโตประมาณร้อยละ 7 ซึ่งเกิดจากผู้บริโภคในกลุ่มผู้ใช้ แรงงานหันมาบริโภคกาแฟกระป๋องแทนเครื่องดื่มชูกำลังมากขึ้น จากกระแสการใส่ใจในเรื่องสุขภาพ รวมทั้งการเข้ามาทำ ตลาดของผู้ประกอบการหลายราย ซึ่งทำ ตลาดในผลิตภัณฑ์กาแฟประเภทอื่นๆ อยู่แล้ว เช่น แบล็คแคท ซูเปอร์มิกซ์ และอาฮ่า โดยมีแบรนด์ผู้นำตลาดคือ เบอร์ดี้ ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดถึงร้อยละ 40 ของมูลค่าทั้งหมดในตลาดผลิตภัณฑ์กาแฟ สำเร็จรูปพร้อมดื่ม รองลงมาคือ เนสกาแฟ ร้อยละ 25 และส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 35 เป็นแบรนด์อื่นๆ

ผลิตภัณฑ์กาแฟ 3 in 1 มีมูลค่าตลาดประมาณ 8,500 ล้านบาท และเป็น ผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่บริษัทผู้ผลิตกาแฟผลิตออกมาจำหน่ายเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคและเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของ ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดกาแฟ 3 in 1 มีการเติบโตมากกว่าตลาดผลิตภัณฑ์กาแฟชนิดอื่นๆ โดยมี เนสกาแฟ เป็นผู้นำตลาด ซึ่งครอง ส่วนแบ่งตลาดสูงสุดถึงร้อยละ 55 ของมูลค่าตลาดกาแฟ 3 in 1 ทั้งหมด รองลงมาคือ ซูเปอร์มิกซ์ ร้อยละ 17 มอคโคน่า และเบอร์ดี้ ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดเท่า กัน คือ ที่ประมาณร้อยละ 13 ส่วนที่เหลือ เป็นแบรนด์อื่นๆประมาณร้อยละ 2

ผลิตภัณฑ์กาแฟผงสำเร็จรูป มีมูลค่าตลาด 6,500 ล้านบาท ถือเป็นธุรกิจ แรกเริ่ม และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคนิยม มากเช่นกัน จึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการ รายใหม่เข้ามาแข่งขันในตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละแบรนด์ได้พยายามสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าเพื่อให้ผู้บริโภค จดจำได้ เช่น การนำเสนอกาแฟผงสำเร็จ รูปชนิดพรีเมี่ยม ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้น มูลค่าตลาดกาแฟผงสำเร็จรูปในปีนี้ให้เติบโตประมาณร้อยละ 5 จากมูลค่าตลาด ในปีที่ผ่านมา

ธุรกิจร้านกาแฟพรีเมี่ยม มีมูลค่าตลาดประมาณ 5,100 ล้านบาทหรือมีอัตราการเติบโตประมาณร้อยละ 4 จากปีที่ผ่านมา โดยเติบโตชะลอลงจากร้อยละ 10 ในช่วง 2-3 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจาก ผู้ประกอบการรายใหม่ที่เข้ามาแข่งขันใน ตลาดมีจำนวนลดลง จากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่มีการทบทวนแผนการลงทุนอีกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดซึ่ง มีตราสินค้าเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคอยู่แล้ว ได้มีการทำกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อ เนื่องเพื่อรักษาฐานลูกค้าของตน อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ยังมีผู้ประกอบการรายใหม่ที่ เข้ามาแข่งขันในตลาด คือ ร้านกาแฟ กาเฟรโด ซาเนติ เอสเพรสโซ ของกลุ่มเซ็นทรัล และร้านแมคคาเฟ่ ของบริษัท แมคไทย จำกัด

> การส่งออก..ชะลอตัว…แต่นำเข้าเพิ่ม

การส่งออกกาแฟของไทย ในช่วงเดือนม.ค.-ส.ค. 2550 มีมูลค่าลดลงจาก 971.99 ล้านบาท เหลือ 589.62 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 39.07 จากช่วงเดียว กันของปีก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลิตภัณฑ์กาแฟดิบ และกาแฟคั่ว เนื่องจากผลผลิตกาแฟของไทยในปีนี้ มีปริมาณใกล้เคียงกับความต้องการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าความต้องการบริโภคกาแฟภายในประเทศในปี 2550 จะมีประมาณ 48,000-50,000 ตัน ในขณะที่ผลผลิตกาแฟที่ผลิตได้มีประมาณ 55,000 ตัน ทำให้อุปทานกาแฟเพื่อการส่งออก ซึ่งเป็น กาแฟที่เหลือจากความต้องการบริโภคภายในประเทศมีปริมาณไม่มากนัก

สำหรับการนำเข้าผลิตภัณฑ์กาแฟจากต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยใน ช่วง 8 เดือนแรกปี 2550 มีมูลค่าการนำ เข้าเพิ่มขึ้นเป็น 2,073.96 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 37.97 จากมูลค่า 1,503.20 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดผลิตภัณฑ์กาแฟในประเทศ ได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามความต้อง การของผู้บริโภค โดยมีแหล่งนำเข้าที่สำคัญ คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สหรัฐฯ และจีน

> อุปสรรค..ต้นทุนสูง..ทำเลทองหายาก

ปัจจุบัน ตลาดผลิตภัณฑ์กาแฟในประเทศไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัว ได้แก่

ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เนื่องจากราคา เมล็ดกาแฟมีแนวโน้มสูงขึ้นในปีนี้ เพราะเกษตกรหันไปปลูกพืชชนิดอื่นๆ ซึ่งสามารถ ขายได้ในราคาที่สูงกว่า ในขณะที่ความต้องการของตลาดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะตลาดภายในประเทศ ส่งผลให้ ราคาเมล็ดกาแฟในปีนี้สูงถึง 50 บาทต่อกิโลกรัม จากประมาณ 40 บาทต่อกิโล- กรัมในปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ราคาเมล็ดกาแฟในตลาดโลกสูงขึ้นเช่นกัน เนื่องจากประเทศผู้ผลิตและส่งออกกาแฟ ที่สำคัญของโลก คือ บราซิล มีผลผลิตกาแฟลดลง เพราะประสบกับสภาวะอากาศแห้งแล้ง นอกจากนี้ ยังเป็นผลมา จากการสูงขึ้นของราคาน้ำมันที่ทำให้ต้น ทุนในการขนส่งเพิ่มขึ้นด้วย

ทำเลที่มีศักยภาพในการขยายสาขา เริ่มน้อยลง จากการเร่งขยายสาขาของธุรกิจร้านกาแฟหลายแบรนด์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะพื้นที่ในห้างสรรพ-สินค้าขนาดใหญ่ ทำให้ธุรกิจร้านกาแฟที่มีเงินลงทุนน้อย หรือมิได้มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับห้างสรรพสินค้ามาก่อน ประสบปัญหาในการหาทำเลเพื่อขยายสาขา นอกจากนี้ ธุรกิจร้านกาแฟที่เน้นการขยาย สาขาในสถานีบริการน้ำมันก็มีภาวะการแข่งขันรุนแรงจากการแย่งทำเลที่ตั้งกัน และในสถานีบริการน้ำมันบางแห่ง มีบริษัทน้ำมันเข้ามาร่วมแข่งขันในธุรกิจร้าน กาแฟด้วย

ภาวะการแข่งขันรุนแรง จากการเข้า มาทำตลาดอย่างต่อเนื่องของผู้ประกอบการ ทั้งรายเดิมและรายใหม่ ประกอบกับต้องเผชิญกับการแข่งขันทางอ้อมจากผลิตภัณฑ์ เครื่องดื่มประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพชนิด ต่างๆ อาทิ น้ำผัก ผลไม้ และเครื่องดื่มธัญพืช ที่กำลังได้รับ ความนิยมอยู่ในปัจจุบันภายใต้กระแสความใส่ใจในสุขภาพ ซึ่งมีส่วนกดดันให้ส่วนแบ่งตลาดของผลิตภัณฑ์กาแฟลดลง

> แนวโน้มปี’51

แนวโน้มธุรกิจกาแฟของไทยในปี 2551 คาดว่า มูลค่าตลาดภายในประเทศ โดยรวมจะมีการเติบโตในอัตราที่ใกล้เคียง กับปีที่ผ่านมา คือ ที่ประมาณร้อยละ 10 เป็นผลจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมา บริโภคเครื่องดื่มกาแฟมากขึ้น ประกอบกับการทำตลาดอย่างจริงจังของผู้ประ กอบการในตลาด จึงทำให้ตลาดผลิต ภัณฑ์กาแฟของไทยยังคงขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ดี อย่างไรก็ตาม การขยายหรือการ เพิ่มส่วนแบ่งตลาดของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ต้องเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้น อันเป็นผลมาจากภาวะการ แข่งขันที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น จากการเข้ามาช่วงชิงและ/หรือขยายส่วน แบ่งตลาดผลิตภัณฑ์กาแฟชนิดต่างๆ ของ ผู้ประกอบการทั้งรายเดิมและรายใหม่ ทำ ให้ต้องมีการนำกลยุทธ์ทางการตลาดในรูปแบบต่างๆ มาใช้ รวมทั้งการหาแนว ทางพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดูแปลกใหม่และทันสมัยต่างจากคู่แข่ง ตลอดจนการจัดกิจกรรมทางการตลาดแบบผสมผสานเพื่อ ให้เข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่มเป้าหมาย อันจะช่วยกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภค ให้หันมานิยมบริโภคกาแฟเพิ่มมากขึ้นท่ามกลางภาวะการแข่งขันที่จะรุนแรงเพิ่มขึ้นในอนาคต

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: